ผู้เขียน หัวข้อ: เรื่องสั้น.... แม้เป็นคน แต่ก็ใช่ว่าจะเท่ากัน  (อ่าน 569 ครั้ง)

Sompong

  • VIP
  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 24
    • อีเมล์
เรื่องสั้น.....วันหนึ่งเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ผมกับภรรยาและลูกสาวพากันเดินทางไปเที่ยวทางปากช่อง เขาใหญ่กัน สมัยนั้นเขาใหญ่ยังมีโรงแรมอยู่บนเขา มีสนามกอล์ฟ เราจะไปพักที่นั่นกัน สมัยน้ันที่พักข้างล่างมีน้อยมาก เขาใหญ่ยังไม่นิยมมากมายเช่นทุกวันนี้ ระหว่างทางไปเราต้องผ่านมวกเหล็ก สถานที่ที่ดังขึ้นชื่อของมวกเหล็กก็เห็นจะเป็นน้ำตกเจ็ดสาวน้อย กับไร่กุสุมา ที่ไร่นี้ปลูกกุหลาบดอกเบ้อเริ่ม ยังมีลำน้ำทอดผ่านทางด้านหลัง มีหนังไทยหลายเรื่องใช้โลเคชั่นนี้ถ่ายทำ บทนางเอกตกน้ำ แล้วพระเอกต้องลงไปช่วย เป็นฉากยอดฮิททีเดียว สมัยนั้นถ้าใครไม่ไปไร่กุสุมานี่ถือว่าเชยมากมาย ตรงทางเข้าจากถนนใหญ่จำได้ว่าต้องเข้าจากทางตลาด ตลาดที่เรืยกขานกัน คือตลาด มวกเหล็ก ยังไม่มีทางตัดไปไร่กุสุมาเป็นถนนใหญ่ๆอย่างทุกวันนี้ ที่ตลาดมีศูนย์ส่งนมกล่อง ของฟาร์มไทยเดนมาร์ก มีกระหรีปั๊บ แล้วโฆษณาเขาก็ได้ใจมาก คือ นมดีกะหรี่ดัง ใครๆผ่านทางนี้ก็ต้องแวะอุดหนุน ถ้าใครพลาดนี่ก็คุยกับเขาไม่รู้เรื่องกันเลยเชียว แล้วในตลาดมีร้านสเต็กใหญ่สุดอยู่ร้านหนึ่งรู้สึกจะชื่อ ร้านสเต็กมวกเหล็กนะถ้าจำไม่ผิด เป็นร้านที่เอาว่ากลุ่มท่านเธอที่พอมีตังส์เขานั่งกันว่างั้น ถนนที่เข้าไร่ก็ตัดผ่านข้างๆร้านนี้พอดี ร้านอยู่บนไหล่ถนนเข้าจากถนนใหญ่ไปเล็กน้อยร้านนี้เป็นกระจกเกือบรอบด้าน ให้ลูกค้าชมวิวภายนอก กระจกไม่ถึงกับใสปิ้ง คนข้างนอกน่าจะมองเห็นด้านในยากอยู่

วันนี้มากับภรรยาคนสวย เราต้องอย่าให้เสีย วันนี้ต้องร้านนี้ น้อยกว่านี้ได้อย่างไร นี่ก็บ่ายโมงเศษจะบ่ายสองโมงแล้ว สมัยนั้นถ้าอยากโอ่ต้องสั่ง ทีโบน จัดไป "ไอ้น้อง ทีโบน สเต็ก สุกมีเดี้ยมนะ" หลังจากน้องรับออเด้อของทุกคนแล้วหายไปพักใหญ่ก็ทะยอยนำอาหารออกเสริฟ ผมเริ่มทะเลาะกับทีโบนอาหารเที่ยงสุดโอ่ได้แป๊ปหนึ่งพลันสายตาเหลือบไปเห็นคุณยายคนหนึ่งนั่งอยู่บนไหล่ถนนด้านนอกร้านใกล้กับที่ผมนั่งอยู่ ผมเหลือบเห็นคุณยายแกตัวสั่นๆเหมือนคนกำลังร้องไห้ สังเกตุดีๆ อ้าวแกร้องไห้จริง แกมองไม่เห็นในร้านหรอก แกคงไม่รู้ด้วยซ้ำว่านี่คือร้านของไฮโซหรอก แกแค่แอบมาร้องไห้หันหน้าหาที่กำบังหวังว่าไม่มีใครเห็น แต่ผมนะเห็นจังๆเลย ที่เรียกแกว่าคุณยาย ดูแล้วแกน่าจะอายุสัก หกสิบ เจ็ดสิบปี สมัยนั้นผมก็ยังหนุ่มอยู่นะครับ ผมมองแกแล้ววินาทีนั้น คิดถึงแม่ขึ้นมาจับใจ แกก็รูปร่างบาง และดูแข็งแรงเหมือนแม่ผมเลย แม่ผมเป็นคนทำงานหนักชนิดว่าเพื่อลูกสู้ไม่ถอย.....ว่าแล้วยังคิดถึง...แม้แกไปสู่ภพภูมิที่งดงามมาหลายปีแล้วก็ตาม สิ่งที่ผมรู้สึกดีในใจเมื่อนึกถึงแก ก็คือเมื่อผมเรียนจบได้ทำงานพักหนึ่งก็ได้ให้แกพักจากงานหนักที่เคยทำมาเพื่อลูก แล้วเป็นเวลาที่ลูกๆได้ทำเพื่อแก ตราบจนวันที่แกจากลาเราไป

ผมมองอย่างตั้งใจไปที่คุณยายอีกครั้ง แกยังนั่งร้องไห้ ผมเอามือเคาะกระจก แกเงีอยหน้ามาหาแต่มองผ่านไปมา แน่แล้วแกมองไม่เห็นคนข้างใน ผมวางส้อมกับมีดลงแล้วเดินอ้อมหน้าร้าน ไปหาแก ถามแกได้ความว่าแกจะไปหาลูก มาถึงตรงนี้เงินหมด ถูกรถไล่ลง แล้วแกก็ไม่ใช่คนแถวนี้ มันมืดมันตันไปหมดไม่รู้จะไปทางไหนเลยมาร้องไห้อยู่ตรงนี้ ผมถามว่าแกได้ทานข้าวเที่ยงหรือยัง แกบอกว่ายัง ผมก็บอกให้แกเข้าไปในร้านไปทานข้าวเดี๋ยวผมจัดการจ่ายตังส์ให้แก แกเดินตามผมมา แค่ประตูหน้าร้าน พอเห็นคนด้านในแกก็ไม่กล้าเข้ามา แม้ผมจะชักชวนแกอย่างไร แกก็ดูหวาดๆ ไม่ยอมเข้ามา ที่สุด ผมก็ถามว่าจะไปหาลูกที่ไหน ผมบอกแกว่าผมจะไปเขาใหญ่ ถ้าไปทางเดียวกันก็ติดรถผมไป แกบอกผมว่าลูกแกอยู่สระบุรี หลังจากผมถามราคาค่าโดยสารแล้ว ผมเลยควักเงินให้แกไปจำไม่ได้ว่าหนึ่งร้อยหรือสองร้อยบาท แล้วกำชับให้แกไปหาข้าวกินก่อน เพราะมันบ่ายแล้ว แล้วผมอยากลองว่าผมจะถูกหลอกไหม ผมเลยถามแกว่าตกลงเงินที่ให้ไปพอไหม จะเอาเพิ่มอีกไหม แกส่ายหน้าพร้อมกับบอกว่าพอแล้ว พอได้ยินอย่างนั้น รู้สึกผมจะหาแบงค์ยี่สิบใส่มือแกไปอีกสองใบ จากนั้นแกก็แยกไป ผมเดินกลับไปที่โต๊ะทะเลาะกับทีโบนจานนั้นจนเรียบร้อย แล้วชวนภรรยาและลูกไปขึ้นรถที่ผมจอดไว้ข้างร้าน ก่อนที่จะออกถนนใหญ่ ผมมองซ้ายขวาดูว่ารถว่างไหม บังเอิญผมเหลือบไปเห็นร้านเพิงมุงจากติดแยกถนนใหญ่ ในร้านผมเห็นคุณยายกำลังนั่งทานข้าวอยู่ แกไม่เห็นผมหรอก ก่อนที่ผมจะเลี้ยวซ้ายขึ้นถนนใหญ่มุ่งสู่เขาใหญ่....แต่นั้นมาเวลาผมคิดถึงเรื่องนี้ทีไร ผมยังคงจำแววตาที่สิ้นไร้หนทางคู่นั้นได้จนทุกวันนี้ แม้เวลาจะเลยมายี่สิบกว่าปี ถึงผมจะดีใจและสุขใจที่ได้ช่วยแก แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่า แม้ดูว่าเราจะเป็นคนเหมือนกัน แต่ทำไมฟ้าจึงได้ลิขิตให้คนเรามีไม่เท่ากันหนอ ผมก็เพียงแค่คนที่โชคดีคนหนึ่งที่ฟ้าท่านเมตตา
 สมพงษ์ แก้ววิจิตร์...... ถ่ายทอดจากเรื่องจริง